ข่าวสารบ้านเมือง » “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ภัยเงียบจากหนู

“ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ภัยเงียบจากหนู

9 พฤษภาคม 2026
82   0

รู้ทัน “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ภัยเงียบจากหนู สธ.ยันไทยเสี่ยงต่ำ

จากข่าวใหญ่สะเทือนวงการสาธารณสุขทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2569 กรณีพบการแพร่ระบาดของ “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) บนเรือสำราญ MV Hondius กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วถึง 3 ราย ทำให้หลายคนเกิดความกังวล วันนี้ทาง www.khonkaen.info ได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาอัปเดตให้ชาวขอนแก่นได้ทำความเข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องตื่นตระหนก และรู้วิธีป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร และติดต่อได้อย่างไร? ไวรัสฮันตา เป็นเชื้อไวรัสที่มีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” เป็นพาหะนำโรค ไวรัสชนิดนี้จะไม่ทำให้หนูเกิดอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อมาสู่มนุษย์ได้ โดยการติดต่อหลักเกิดจาก การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูที่ติดเชื้อ เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่อับชื้น โกดัง หรือห้องเก็บของที่ไม่ได้ใช้งานนานๆ หรือสัมผัสเชื้อแล้วนำมือมาขยี้ตา แตะจมูก หรือปาก

ส่วน การติดต่อจากคนสู่คนนั้นพบได้ยากมาก แต่อาจเกิดขึ้นได้ในไวรัสสายพันธุ์ “แอนดิส (Andes)” ซึ่งพบในอเมริกาใต้ (สายพันธุ์ที่พบระบาดบนเรือสำราญในข่าว)

อาการของโรคที่ต้องระวัง ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-8 สัปดาห์ (ส่วนใหญ่มักแสดงอาการใน 2-4 สัปดาห์) อาการในระยะแรกจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (โดยเฉพาะหลังและขา) อ่อนเพลีย คลื่นไส้ และอาเจียน

หากอาการรุนแรงขึ้น โรคนี้สามารถแบ่งกลุ่มอาการออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ:

  1. กลุ่มอาการทางปอด (Hantavirus Pulmonary Syndrome – HPS): จะมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด และอาจนำไปสู่ภาวะระบบหายใจล้มเหลวและช็อกอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40% มักพบในทวีปอเมริกา
  2. กลุ่มอาการทางไตและระบบเลือดออก (Hemorrhagic Fever With Renal Syndrome – HFRS): ผู้ป่วยจะมีไข้ มีจุดเลือดออกตามตัว และอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน มักพบในยุโรปและเอเชีย

สถานการณ์ในประเทศไทย น่ากังวลแค่ไหน? นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่า โอกาสติดเชื้อในไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก และโรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโควิด-19 ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสฮันตาในระบบเฝ้าระวังโรค

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลงานวิจัยพบว่าหนูในประเทศไทย (ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด) มีแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสฮันตาอยู่ประมาณ 2.3–3.0% ซึ่งหมายความว่าเชื้อนี้มีอยู่ในธรรมชาติบ้านเรา แต่เป็นสายพันธุ์ที่อาจไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรือติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ ประชาชนจึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ไม่ควรประมาท

วิธีป้องกันตนเองและการจัดการ “หนู” ในบ้าน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยาต้านไวรัสเฉพาะทาง การรักษาเป็นเพียงการประคับประคองตามอาการ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขอนามัยและลดการสัมผัสกับหนู ดังนี้:

  • จัดบ้านให้สะอาดและเก็บอาหารให้มิดชิด: ปิดช่องทางไม่ให้หนูเข้ามาในบ้านได้ และกำจัดขยะให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนู
  • วิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง (สำคัญมาก): หากต้องทำความสะอาดบริเวณที่มีมูลหนู ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่นแบบแห้งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจายเข้าสู่ระบบหายใจ
  • ใช้สารฆ่าเชื้อก่อนเช็ด: ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารฟอกขาวเจือจาง ฉีดพ่นบริเวณนั้นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
  • สวมอุปกรณ์ป้องกัน: สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือยางทุกครั้งที่ทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังทำความสะอาดเสร็จสิ้น
  • เฝ้าระวังหลังเดินทาง: หากเดินทางไปท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือเข้าป่า และมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หรือหายใจลำบากภายใน 45 วัน ควรรีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง

แม้ข่าวต่างประเทศจะดูน่ากลัว แต่สำหรับคนไทยและชาวขอนแก่น การดูแลความสะอาดรอบบ้านไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู และทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ก็เพียงพอที่จะทำให้เราปลอดภัยจากโรคนี้ได้แล้วครับ


เอกสารอ้างอิง (References):

  1. TNN ข่าวค่ำ. (2569, 7 พฤษภาคม). เตือน!”ไวรัสฮันตา”สายพันธุ์หายาก “แพร่จากคนสู่คน”เสี่ยงเสียชีวิตสูง. Youtube.
  2. มติชนออนไลน์. (2569, 8 พฤษภาคม). เปิดอาการ ไวรัสฮันตา คล้ายไข้หวัดใหญ่ หลังติดเชื้อดับแล้ว 3 สธ.ยัน ต่างจากโควิด19 โอกาสติดต่ำ.
  3. กรมประชาสัมพันธ์. (2569, 5 พฤษภาคม). ไวรัสฮันตา (Hantavirus): รู้จักให้เข้าใจ ป้องกันได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก.
  4. โรงพยาบาลรามคำแหง. (2569, 7 พฤษภาคม). ไวรัสฮันตา โรคระบาดที่มี “หนู” เป็นพาหะ. บทความสุขภาพ.